Author Topic: จำหน่ายปั๊มลมอุตสาหกรรม ปั๊มลมสกรู เปรียบเทียบปั๊มลมลูกสูบ-ปั๊มลมไร้น้ำมัน  (Read 11 times)

0 Members and 1 Guest are viewing this topic.

getuppost11

  • Hero Member
  • *****
  • Posts: 867
    • View Profile



: ประเภท สเปก วิธีเลือก และการดูแลรักษาให้คุ้มค่าพลังงาน

ในยุคที่กระบวนการผลิตต้องแข่งขันทั้งด้านความเร็ว ต้นทุน และความต่อเนื่อง ปั๊มลมอุตสาหกรรม (Industrial Air Compressor) ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เสริม แต่คือ "ระบบสาธารณูปโภคที่ 4" ของโรงงาน รองจากไฟฟ้า น้ำประปา และก๊าซ ลมอัดแรงดันสูงทำหน้าที่ขับเคลื่อนกระบอกสูบ วาล์วนิวเมติกส์ เครื่องมือลม หุ่นยนต์อัตโนมัติ ไปจนถึงกระบวนการพ่นสีและลำเลียงวัตถุดิบ การเลือกปั๊มลมผิดประเภทไม่เพียงส่งผลให้แรงดันตกในไลน์ผลิต แต่ยังเพิ่มค่าไฟสะสมและค่าซ่อมบำรุงในระยะยาว





(Screw Air Compressor) – งานหนัก 24 ชั่วโมง

ทำงานด้วยระบบเพลาเกลียวตัวผู้และตัวเมียหมุนขบกันเพื่ออัดอากาศอย่างต่อเนื่อง

เหมาะสำหรับโรงงานขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่ต้องเดินเครื่องตลอดวัน

จุดเด่น: แรงดันเสถียร จ่ายปริมาณลมสม่ำเสมอ การสั่นสะเทือนและเสียงรบกวนต่ำ

มีรอบการทำงาน (Duty Cycle) สูงถึง 100%

ระบบขับเคลื่อน: นิยมระบบขับตรง (Direct Drive) หรือระบบอินเวอร์เตอร์ (VFD/Servo)

ซึ่งปรับความเร็วรอบมอเตอร์ตามปริมาณการใช้ลมจริง ช่วยประหยัดค่าไฟได้ 20–35%

อายุการใช้งาน: เฉลี่ย 10–20 ปี เมื่อดูแลตามรอบ Maintenance


(Piston Air Compressor) – ประหยัด คุ้มค่า งานเป็นช่วง

ทำงานโดยลูกสูบเคลื่อนที่อัดอากาศในกระบอกสูบ เหมาะกับโรงงานขนาดเล็ก อู่ซ่อมบำรุง หรืองานที่ใช้ลมเป็นช่วงๆ

จุดเด่น: โครงสร้างกลไกไม่ซับซ้อน ดูแลรักษาง่าย ต้นทุนเครื่องเริ่มต้นต่ำ

ข้อจำกัด: มีความร้อนสะสมสูง ไม่ควรเดินเครื่องต่อเนื่องเกิน 60–70% ของเวลาทำงาน และมีเสียงค่อนข้างดัง


(Oil-Free Air Compressor) – สะอาดสูงสุด มาตรฐานอาหารและยา

ระบบที่ไม่ใช้น้ำมันหล่อลื่นในห้องอัดอากาศ มั่นใจได้ว่าลมอัดที่ได้จะไม่มีละอองน้ำมันเจือปน 100%

อุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้: โรงงานยาและเวชภัณฑ์ อาหารและเครื่องดื่ม ทันตกรรม และห้องคลีนรูมสำหรับผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

ความคุ้มค่า: ลดความเสี่ยงสินค้าปนเปื้อนและผ่านมาตรฐาน GMP / ISO 8573-1 Class 0






 การคำนวณขนาดปั๊มลม

ต้องพิจารณา 4 ตัวแปรหลักเพื่อป้องกันปัญหาแรงดันลมตกหรือขนาดเครื่องใหญ่เกินความจำเป็น:

ปริมาณลมที่ต้องการ (FAD / CFM / L/min): รวบรวมอัตราการกินลมของเครื่องจักรทุกตัวในไลน์ผลิต

แล้วบวกค่าเผื่อรั่วไหลและส่วนขยายในอนาคตอีก 20–30%  แรงดันใช้งาน (Operating Pressure: Bar / PSI):

เลือกระดับแรงดันตามสเปกเครื่องจักรที่ต้องการแรงดันสูงสุด (ปกติโรงงานทั่วไปใช้ที่ 7–8.5 Bar)

กำลังมอเตอร์ (Horsepower: HP / kW):

5–10 HP: โรงงานขนาดย่อม หรืออู่ประกอบชิ้นส่วน

15–50 HP: โรงงานขนาดกลาง เช่น โรงฉีดพลาสติก งานประกอบยานยนต์

60–100+ HP: สายการผลิตขนาดใหญ่ที่เดินเครื่อง 24 ชั่วโมง

ประเภทกระแสไฟฟ้า: ไฟฟ้า 1 เฟส 220V สำหรับเครื่องขนาดเล็ก (ไม่เกิน 3 HP) และไฟฟ้า 3 เฟส 380V สำหรับงานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง




ปั๊มลมคุณภาพสูงต้องทำงานร่วมกับอุปกรณ์ปรับปรุงคุณภาพลมเพื่อยืดอายุเครื่องจักร:

ถังพักลม (Air Tank): ช่วยสำรองลม ลดการตัด-ต่อบ่อยครั้งของมอเตอร์ และช่วยดักน้ำเบื้องต้น

เครื่องทำลมแห้ง (Air Dryer): ทั้งแบบ Refrigerated Air Dryer (ลดอุณหภูมิไล่น้ำ) และแบบ Heatless Desiccant Dryer (ดูดความชื้นระดับลึก) ป้องกันสนิมในระบบท่อ

ชุดกรองลม (Air Filter): กรองฝุ่น ละอองน้ำมัน และกลิ่น ก่อนลมเข้าสู่เครื่องจักรผลิต




รุ่น / สเปกมอเตอร์ / ไฟฟ้าขนาดถังแรงดันลมปริมาณลมราคาเริ่มต้น (บาท)AH-11/4 HP (220V)36 ลิตร5–7 Bar55.8 L/min7,700AH-21/2 HP (220V)64 ลิตร6–8 Bar119.6 L/min14,630AH-21 (Airhorse)1 HP (220V)92 ลิตร6–8 Bar203.2 L/min22,750AH-21M (Mitsubishi)1 HP (220V)92 ลิตร6–8 Bar203.2 L/min25,340AH-22M (Mitsubishi)2 HP (220V)148 ลิตร6–8 Bar298.0 L/min35,700AH-23P3 HP (220V)165 ลิตร6–8 Bar550.0 L/min49,000Screw Compressor (Direct/VFD)10–100+ HP (380V)ตามระบบ7–13 Bar1.0–15+ m³/minสอบถามราคาโครงการ




ระบบลมอัดที่ดีเริ่มต้นจากการคำนวณ Loss ในระบบท่อลม การเลือกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อให้เหมาะสม และการจัดวาง Air Room ให้ถ่ายเทความร้อนได้ดี การวางแผน Preventive Maintenance (PM) ตามระยะ เช่น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นสังเคราะห์ เปลี่ยนไส้กรองอากาศ กรองดักน้ำมัน และการ Overhaul ชุดแอร์เอนด์ (Air End) ตามชั่วโมงการทำงาน จะช่วยป้องกันการ Downtime แบบกะทันหัน





A: หากโรงงานใช้งานต่อเนื่องเกิน 4–6 ชั่วโมงต่อวัน หรือเดินไลน์ผลิตอัตโนมัติ ควรเลือก ปั๊มลมสกรู เพราะจ่ายลมเสถียรและประหยัดไฟกว่า แต่หากเป็นการใช้งานเป็นช่วงๆ เช่น งานซ่อมบำรุง หรืองานประกอบขนาดย่อม ปั๊มลมลูกสูบ จะมีความคุ้มค่าด้านต้นทุนเริ่มต้นมากกว่า



A: จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ อาหารและเครื่องดื่ม ทันตกรรม และการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของไอน้ำมันในผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล



A: เพราะอากาศแวดล้อมมีความชื้น เมื่อถูกอัดเป็นลมแรงดันสูง ความชื้นจะกลั่นตัวเป็นน้ำ หากไม่ติดตั้ง Air Dryer น้ำจะไหลเข้าสู่ระบบท่อ ส่งผลให้กระบอกสูบ อุปกรณ์นิวเมติกส์ และวาล์วเกิดสนิมและเสียหายก่อนกำหนด



A: ประหยัดได้จริงเฉลี่ย 20–35% เนื่องจากมอเตอร์ระบบ Inverter (VFD) จะปรับรอบการหมุนตามความต้องการใช้ลมจริงแบบเรียลไทม์ ทำให้ไม่มีช่วงสูญเสียพลังงานขณะเดินตัวเปล่า (Unload)



A: ควรตรวจเช็กระดับน้ำมันและเดรนน้ำทิ้งทุกวัน ทำความสะอาดไส้กรองอากาศทุกสัปดาห์ และตรวจเช็กระบบเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น ไส้กรองน้ำมัน กรองแยกน้ำมัน ทุกๆ 2,000–3,000 ชั่วโมงการทำงาน หรือทุก 6 เดือน


ช่องทางติดต่อและปรึกษาวิศวกร: บริษัท แอร์ ฮอร์ส คอมเพรสเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

142/1 หมู่ที่ 1 ตำบลมาบไผ่ อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี 20170


โทรศัพท์: 033-042-453, 095-669-5654, 095-669-5456

อีเมล: ahaircomp1@gmail.com, siamrasm@gmail.com

https://www.ปั๊มลมอุตสาหกรรม.net/


Logged